Color-of-life

: กลัวไปไยกับการเริ่มต้น :


จะว่าไปแล้ว การเริ่มต้นมักเป็นขั้นตอนที่ยากลำบาก
เป็นความจริงที่ว่าเมื่อคนเรายังใหม่ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ก็จะเกรงและหวาดกลัวหรือไม่ก็อาจจะถามตัวเองต่างๆนานา
เช่น ฉันกำลังจะเจออะไรนะ จะอันตรายไหม ถ้าฉันจะทำอย่างนั้น ฯลฯ

เมื่อถึงเวลาต้องเริ่มต้นเขียนบล็อก ผมก็ได้แต่นั่งกัดเล็บจ้องไปในความว่างเปล่า
จรดมือลงที่แป้นพิมพ์ จากนั้นก็พิงพนักเก้าอี้แล้วก็หลับตาลงพลางถอนหายใจ
ที่ทำแบบนี้เพราะผมเองกำลังเป็นทุกข์เพราะกลัวหน้าจอว่างๆอย่างที่หลายๆคน
คงเคยเป็น หรือเป็นเพียงอาการกลัวที่จะเริ่มต้นต้องทำอะไรสักอย่างกันแน่.

ศิลปินเอก พาโบล ปิกัสโซ กล่าวว่า
" ในการทำงานศิลปะนั้น สิ่งที่น่ารื่นรมย์ที่สุด คือตอนเริ่มต้น "
ซึ่งหากเรามองชีวิตที่เกิดใหม่ของลูกนกที่เจาะเปลือกไข่ออกมา
หรือทารกน้อยที่เรียกร้องความสนใจด้วยการร้องไห้คงไม่รอดชีวิตแน่
ถ้าไม่กล้าเริ่มต้นอย่างเฉียบขาดเช่นนั้น.

การเริ่มต้นยังช่วยเปิดโอกาสให้เราได้เผชิญกับโชคชะตาที่จะพลิกผันชีวิตของเรา
ได้รับรู้เหตุการณ์นับร้อยนับพันที่ไม่เคยประสบมาก่อน
ได้กลิ่นสารพันที่จมูกไม่เคยได้สัมผัสและทำให้เกิดพลังความกล้าหาญ
ที่จะทำสิ่งต่างๆที่เคยคาดฝันมาตลอดชีวิต.

"การเริ่มต้นทุกครั้งมีมนต์เสน่ห์... "
เฮอร์มันน์ เฮสเซ นักประพันธ์รางวัลโนเบลเชื้อสายเยอรมัน เคยเขียนไว้
ฉะนั้นจงเริ่มเถอะแล้วคุณจะรู้ว่า ช่างคุ้มค่าเสียนี่กระไร ที่จะค้นหามนต์เสน่ห์นี้.

เวลาผ่านไป... ผมยังนั่งหลับตาอยู่บนเก้าอี้อย่างนั้น
พลางคิดว่าจะเอาเรื่องอะไรมาเขียนลงในบล็อกนี้เป็นเรื่องแรกดี
หรือจะเอาเรื่องที่คิดไว้เมื่อครู่มาเขียนดีนะ...

.....เฮ้อ....จนแล้วจนรอดผมก็ยังไม่รู้จะเขียนอะไรดี


edit @ 2007/07/22 12:51:58
edit @ 2007/07/22 14:20:23

:: ความกลัวศัตรู หรือ ผู้เตือนภัย ::

ความกลัว เมื่อเกิดขึ้นอย่างรุนแรงย่อมบั่นทอนสติปัญญา
ความหยั่งรู้ของเราลงไปมาก เราอาจทำอะไรลงไปอย่างไม่มีเหตุผล
เพราะความกลัวนั้นก็ได้ ทั้งนี้ย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
มนุษย์เราเมื่อเริ่มรู้ความเป็นต้นมาก็ได้รับการอบรมโดยอ้อม
ให้รู้จักความกลัวมาก่อนแล้ว เป็นต้นว่าบิดามารดาทำโทษขู่เข็ญให้กลัว
และยังประกอบไปด้วยผู้ใหญ่ที่ไร้ความคิดที่หลอกให้เด็กกลัวสิ่งต่างๆ
ซึ่งไม่ควรกลัว เช่น กลัวตุ๊กแกจะมากินตับ กลัวคนบ้าจะมาจับตัวไป ฯลฯ
เหล่านี้ย่อมมีผลโดยอ้อมต่อจิตใจของเด็กให้เป็นนิสัย รู้จักรับรู้ความกลัวไว้ก่อน
ตั้งแต่เล็กแต่น้อยเลยทีเดียว.
จากนิสัยความกลัวในสิ่งไร้เหตุผลเหล่านั้นทำให้มนุษย์ในวัยเติบใหญ่
เกิดความกลัวในทางไร้เหตุผลได้มาก และยิ่งถ้ามีเหตุการ์ณใดซึ่งมีแนวโน้มว่า
จะน่ากลัวด้วยแล้ว ก็พาลกลัวเอาจริงๆซะเลย.
นักจิตวิทยาที่เขียนตำราเกี่ยวกับการความกลัว มักจะบอกในทำนองชี้ชวน
ให้กำจัดความกลัวให้พ้นไปถึงขนาดมีบางคนบอกว่า เพื่อขจัดความกลัว
ให้ทำในสิ่งที่กลัวนั่นแหละ แล้วภายหลังท่านก็จะไม่กลัวอีก
ผมมาคิดๆดูแล้วการที่เขาแนะนำเช่นนั้นก็คงมีผลดีอยู่เหมือนกัน
แต่ต้องกับความกลัวที่ไร้เหตุผลเท่านั้น.
เป็นต้นว่า ถ้าเรากลัวผี เมื่อพบผีหลอกก็ให้สู้กับผี แล้วคุณจะเป็นฝ่ายชนะ
ซึ่งการกลัวผีนั้นเป็นการกลัวที่ไร้เหตุผล ดังนั้นถ้าใครทำได้ผลก็จะเป็น
การพิสูจน์ให้เห็นได้ในตัวเอง คือไม่มีอะไรที่เราควรต้องกลัวเลย
หากเป็นเพียงเราสติแตกประสาทไปเอง หรือไม่ก็ตาฝาดและหวาดหวั่นในใจไปเอง
เราจึงได้พบ " ผีหลอก " แต่ถ้าในอีกแง่มุมหนึ่ง เช่น ลองสมมุติว่าเราไปเที่ยวในป่า
แล้วเจอเสือเข้า โดยที่เรามีแต่มือเปล่าๆ การที่จะเข้าสู้กับเสือก็เห็นจะงี่เง่า
หรือไม่ก็บ้าบิ่นเต็มที หรืออีกสมมุติหนึ่ง เราไปพบโจรใต้สามสี่คน มีอาวุธพร้อมมือ
ถ้าเราสู้ด้วยความไม่กลัวเราก็อาจจะเสียชีวิตได้.
ดังนั้นนักจิตวิทยาอีกพวกที่ไม่ใช่พวกนักเขียนตำราเกี่ยวกับความกล้าหาญ
จึงไม่ยอมให้คำแนะนำในลักษณะนั้น แต่เขาว่าความกลัวเป็นภัยต่อความเป็นอยู่
และรบกวนความสงบสุขก็จริง แต่ก็ควรให้คิดเสมือนเป็นผู้เตือนให้เราใช้สติปัญญา
เพื่อการป้องกันตัวให้แนบเนียนยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อรวบรวมกำลังต่อสู้
อย่างเต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งการชนะ เมือใดที่เกิดความกลัวขึ้น ให้ถือว่า ขณะนั้นเป็นเวลา
ที่เราจะต้องใช้สมาธิเพ่งเล็งในเหตุและผลให้ละเอียดมากสักหน่อย ถ้าเล็งไปในแง่นี้แล้ว
เราจะเห็นว่า ความกลัวมิใช่เป็นเพียงเรื่องทำลายขวัญ
หรือทำลายการก้าวไปข้างหน้าของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งตักเตือน
ให้เราอยู่ในเหตุผล อยู่ในกรอบของกฏระเบียบ
และการทำชอบทำดี ความกลัวจึงเป็นความรู้สึกทางใจที่มีประโยชน์แก่เราอย่างหนึ่ง
ไม่ใช่เป็นโทษแต่เพียงด้านเดียว.
ถ้ามนุษย์เราไม่มีความกลัวเสียแล้ว ก็จะกลายเป็นคนบ้าบิ่น เป็นมหาโจร
เป็นม็อบป่วน ม็อบหนุนกันไปหมด นั่นก็เพราะไม่รูจักเกรงกลัว
กฏหมายบ้านเมืองอะไรกันเสียเลย...
......อ้าว เฮ้ย ไหงมาลงเรื่องนี้ได้ฟะ.....แป่ว วว.....