In My Arts : ...เงียบๆ....ฉบับเพิ่มเติม
posted on 07 Oct 2007 13:09 by palette in In-My-Artsโปรดใช้วิจารณญานของท่านในการอ่าน
กรณีที่มีการประท้วง ไม่ให้มีการจัดแสดงภาพศิลปะที่ชื่อว่า ภิกษุสันดานกา
ที่ทำให้ชาวพุทธส่วนหนึ่งไม่พอใจเนื่องจากกล่าวหาว่าเจ้าของภาพ
ไม่มีความเข้าใจในหลักธรรม ได้นำเอาหลักพุทธพจน์มาอ้าง
เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับตัวเองหรือกับภาพศิลปะอะไรก็แล้วแต่
ซึ่งภาพที่ว่านี้ก่อให้เกิดการต่อต้านจนเป็นข่าวใหญ่โต เพราะอ้างว่า
กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ที่มีศรัทธาอย่างมั่นคงในหลักธรรมที่เป็นจริง
ความคาดหมายของเจ้าของภาพก็คือ สร้างศิลปะเพื่อให้เกิด
ความสะเทือนใจแก่ผู้คน ต้องยอมรับกันว่าความจริงมีหลายด้าน หลายมิติ
ในขณะที่ศิลปินรุ่นเก่าเลือกที่จะนำเสนอความจริงในเชิงสร้างสรรค์
เลือกที่จะนำเสนอความจริงที่ควรจะเป็นซึ่งเป็นอุดมคติ เข้าถึงได้ยาก
แต่ภาพภิกษุสันดานกา นำเสนอความจริงในเชิงวิพากย์โต้แย้ง
นำเสนอความจริงที่เป็นอยู่ มีอยู่จริง เป็นความจริงที่เราพบเห็นแทบทุกวัน
ในสังคมบ้านเรา
อนุพงษ์ จันทร เจ้าของรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ประเภทจิตรกรรม
ถึงสองสมัยซ้อน กล่าวว่า ผลงานของเขาทั้งสองปีที่ผ่านมา ได้รับแรงบันดาลใจ
มาจากเรื่องบาปบุญคุณโทษ โดยผลงานล่าสุดนี้ มีแรงดลใจจากพฤติกรรม
พระภิกษุสงฆ์ในยุคปัจจุบันที่พบเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจากพระไตรปิฏก
จึงเปรียบเปรยกับอีกา ซึ่งเขาใช้เทคนิคสีอะคริลิกวาดลงบนเฟรมที่ขึงด้วยจีวรพระ
(จีวร ซึ่งเปรียบว่าเป็นธงชัยของฝ่ายอรหันต์ )
(ใช้ขึงเขียนรูปไม่ได้แต่ใช้เช็ดเท้า เช็ดพื้นได้..ฮา....อุ๊บส์)
นายอนุพงษ์กล่าวว่า ภาพที่วาดขึ้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
ได้แนวคิดจากนิทานทางพุทธศาสนาอย่างเรื่องเปรตภูมิ โดยต้องการนำเสนอภาพดังกล่าว
เพื่อกระตุ้นให้สังคมช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ
ของผู้แสวงหาประโยชน์จากพุทธศาสนา เช่นเดียวกับคนโบราณที่มักสอนลูกหลาน
ไม่ให้พูดโกหก เพราะจะมีปากเท่ารูเข็ม หรือไม่ให้ตบตีพ่อแม่ เพราะทำให้มือโต
ซึ่งเป็นกุศโลบายที่ได้รับการสั่งสอนจากผู้ปกครองมาในวัยเด็ก
'สาเหตุที่ผมนำจีวรของพระมาขึงในการเขียนภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับงานเขียนเท่านั้น
ไม่ได้เหยียบย่ำผ้าจีวร แต่กลับบูชาไว้อย่างดี นอกจากนี้ภาพที่ผมวาดไม่ได้ระบุสถานที่
จึงไม่ได้เหมารวมว่าเป็นพระสงฆ์ไทย ดังนั้นผมถือว่างานที่สร้างสรรค์ออกมา
เป็นการปกป้องพุทธศาสนามากกว่าทำให้ศาสนาเสื่อม เพราะต้องการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้สังคม
จึงอยากให้มองที่เจตนาของผมด้วย ซึ่งผมพร้อมจะชี้แจงทุกเรื่อง' นายอนุพงษ์กล่าว

ภาพ 'ภิกษุสันดานกา'
ส่วนนี้ขอคัดเอาความคิดเห็นบางส่วนของภิกษุฝ่ายคัดค้านมาให้อ่านกัน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 24 ข้อ 77
หน้า176 กากสูตร ว่าด้วยอสัทธรรมของกา ไม่มีเรื่องเสพสังวาสแม้แต่น้อย
มันเป็นภาพที่เกินเลยไปจริงๆ ข้อความใน กากสูตร ว่าด้วยอสัทธรรม 10 ประการ
พระพุทธเจ้าตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม 10 ประการ
10 ประการเป็นไฉน คือ
1.เป็นผู้มักกำจัด 2.คะนอง 3.ทะเยอทะยาน 4.กินจุ 5.หยาบช้า 6.ไม่มีกรุณา
7.อ่อนแอ 8.มักร้อง 9.หลงลืมสติ 10.สั่งสม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาประกอบด้วยอสัทธรรม 10 ประการนี้แล ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุชั่วก็ประกอบด้วย อสัทธรรม 10 ประการ ฉันนั้นเหมือนกันแล
10 ประการเป็นไฉน คือ
1.เป็นผู้มักกำจัด(หมายถึงกำจัดความดีของผู้อื่นชอบใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น)
2.คะนอง 3.ทะเยอทะยาน 4.ฉันจุ 5.หยาบช้า 6.ไม่มีกรุณา 7.อ่อนแอ
8.มักเรียกร้อง 9.หลงลืมสติ 10.สั่งสมดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุชั่วประกอบด้วยอสัทธรรม 10 ประการนี้แลฯ
ในกากสูตรนี้ไม่มีเรื่องภิกษุสันดานกา แต่เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า
พระสงฆ์ที่ประพฤติตัวไม่ดี ว่าเหมือนกาเท่านั้น พระองค์ไม่ได้พูดถึง
การผสมพันธุ์ของสัตว์ต่างๆ ดังเช่นในภาพของนายอนุพงษ์
คำว่า ภิกษุสันดานกา พระพุทธเจ้าไม่เคยพูดเลย ถึงแม้พระองค์จะพูด
ก็ยังคงเป็นคำที่ยังยอมรับได้ แต่จะให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องพระพุทธศาสนา
เพียงแค่อ้างพระไตรปิฎกมั่วๆ ตีความมั่วๆ ทำพระสัทธรรมว่าด้วยกากสูตร
ให้เป็นสัจธรรมปฏิรูป อันหมายจะให้เป็นสัจธรรมเทียมไม่เป็นเรื่องจริง
ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฏกถือเป็นการดูหมิ่นคนที่ร่ำเรียนมา
เป็นการดูแคลนชาวพุทธที่ศึกษาพระพุทธศาสนา ถ้าเรายังนิ่งเฉยอยู่ไม่อินังขังขอบ
กับการปกป้องภัยอันร้ายกาจนี้ ไม่ช่วยกันคุ้มภัยพระพุทธศาสนากันอย่างแข็งขันแล้ว
ในที่สุดปริยัติอันเป็นพระสัทธรรมแท้จะค่อยๆหมดไป อยากทราบเหลือเกินว่า
แม้มีชีวิตอยู่ จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แม้ตายก็อย่าได้หมายว่าจะนอนตายตาหลับ
เพราะฉะนั้น อย่าได้ยินยอมให้พระพุทธศาสนาตกอยู่ภายใต้ปลายพู่กัน
ของศิลปิน(ศิลเปอะ) ที่ไม่รู้เรื่องราวเลย....

ภาพชื่อ "หมา-นุษย์" ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงาน
ในส่วนต่อจากนี้เป็นบทความเรื่อง....
ความไม่รู้ของพระในเรื่องศิลปะ
โดย นิวัต กองเพียร
ข่าวที่พระออกมาต่อต้านเรียกร้องให้ถอดถอนภาพเขียนออกจากงานแสดง
ศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 53 ที่แสดงอยู่ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร
วิทยาเขตนครปฐม ซึ่งเป็นงานที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง สาขาจิตรกรรม ถือเป็นรางวัลสูงสุด
ภาพเขียนชิ้นนี้ชื่อ ภิกษุสันดานกา เป็นฝีมือของนายอนุพงษ์ จันทร
ซึ่งเขียนรูปนี้ด้วยเจตนาที่จะแสดงให้เห็นความเป็นไปของพระสงฆ์ไทยบางกลุ่มบางพวก
โดยศึกษาหาข้อมูลอย่างรอบด้าน กว้างขวาง เป็นวิทยานิพนธ์เล่มโต มิใช่เขียนขึ้นด้วยความคึกคะนอง พระที่มาต่อต้านก็มิได้รู้เรื่องศิลปะ มิได้ศึกษาหาความรู้ว่างานที่ได้รางวัลระดับเหรียญทองนั้นต้องผ่านขั้นตอนที่ยากเข็ญเพียงไหน ต้องสั่งสมทั้งฝีมือและความคิดเพียงใด เพราะคณะกรรมการตัดสินรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปินระดับชาติทั้งสิ้น และมีความรู้ความเข้าใจ รู้เท่าทันและทำงานกันอย่างรอบคอบ กว่าจะให้รางวัลใครสักคน
ศิลปะเป็นเรื่องของการนำเสนอความคิดผ่านสื่อหลายรูปแบบทั้งจิตรกรรม
ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ฯลฯ ศิลปะมิใช่เพียงการวาดเขียนรูปภาพให้คนดู
หากแต่ต้องใส่เนื้อหาเรื่องราวที่สามารถสร้างความประทับใจ สร้างจินตนาการ
สร้างความคิดให้กับคนดู ศิลปะเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกของศิลปิน
ที่ได้รับผลกระทบมาจากเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน พระ สัตว์ สิ่งของ
พระเองอยู่ในวัดซึ่งมีงานจิตรกรรมในโบสถ์วิหาร ก็ไม่เคยสนใจไยดีที่จะเรียนรู้
เข้าไปสวดมนต์ก็ไม่ดูรูปเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเรื่องราวของพระศาสนาไว้เต็มสี่ผนัง
ซึ่งมีทั้งเรื่องราวของพระพุทธเจ้าว่าทรงสั่งสอนอะไร เรื่องของคนทั่วไป
ที่ทำผิดศีลผิดธรรมมากมาย เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจพระ นรกสวรรค์ก็เขียนไว้หมด
แต่พระก็ไม่รู้ไม่เห็นเรื่องเหล่านี้ โดยเฉพาะพระสมัยใหม่ที่ไปเดินเล่นอยู่แถวศูนย์การค้า
จิตรกรรมไทยที่เขียนบนฝาผนังมีเรื่องรุนแรงมากกว่ารูปที่ ภิกษุสันดานกา เป็นไหนๆ
เคยรู้บ้างหรือเปล่า รูปเชิงสังวาสก็มีออกดาษดื่น ทำไมไม่ไปประท้วงให้ลบทิ้งเสียเล่า
หรือเพราะไม่รู้ไม่เห็น ตุ๊กแก กบเสพสังวาสกันนะยังน้อย มีรูปคนสังวาสกันด้วยรู้บ้างหรือเปล่า
เจตนาเขาก็สอนพระนั่นแหละ แต่พระไม่รู้ไม่เรียน เอาแต่เรื่องทางโลก
ไม่สนใจทางธรรม วัดตัวเองมีศิลปะที่งดงาม และขัดเกลาจิตใจให้เบิกบาน
กลับไม่ดูแลไม่เห็น แต่ออกมายุ่งกับทางโลกที่เขามีเจตนาดีจะช่วยให้คนเข้าใจพระมากขึ้น
ด้วยงานศิลปะที่ล้ำเลิศ เขาไม่ได้เขียนให้พระดู เขาเขียนให้คนทั่วไปได้ดู
ได้รู้ว่าพระก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ ขาดหิริโอตตัปปะดังที่พระพุทธเจ้าท่านทรงยกเรื่อง
หมาขี้เรื้อนมาสอนเอาไว้ ขอให้พระกลับไปที่วัดและศึกษาเรื่องตัวเองให้ถ่องแท้
ก่อนที่จะออกมาคัดค้านหรือต่อต้านคนอื่น
ผมขอให้ทางมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดการแสดงภาพนี้ต่อไปอย่าเอาลง
และนำไปแสดงให้คนไทยได้เห็นทั้งประเทศ ว่าศิลปะนั้นมีความสำคัญต่อชีวิต
ที่มา : นสพ.มติชน 30 ก.ย.50
edit @ 2007/10/08 12:47:24
edit @ 2007/10/08 12:55:54
ผมว่า..ภาพนี้เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึง สิ่งที่ทำให้ศาสนามัวหมอง
จากการกระทำของผู้ที่ไม่สมควรอยู่ในสมณเพศโดยอาศัย ผ้ากาสาวพัตร
แอบแฝงสนองกิเลสและตัณหาของตน ซึ่งนำมาให้แก่พระภิกษุอีกหลายๆรูป
ที่มีปฏิปทาที่บริสุทธิ์ต้องพลอยหมองมัวไปด้วย
สังคมทุกวันนี้มีอยู่ให้เห็นอยู่มาก พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชน
ฉะนั้นพระสงฆ์ควรมีปฏิปทาที่ทรงด้วยศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรมที่ดี
เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีเพื่อให้พุทธสานิกชนได้เป็นที่พึ่งในการปฏิบัติธรรมสืบทอดศาสนาต่อไป
ยังมีพระอริยะสงฆ์อีกมากมายที่ท่านเข้าใจและไม่ได้ออกมาท้วงติง
ภาพนั้นผู้เขียนและคณะกรรมการที่ตัดสินได้บอกเจตนามาแล้วว่า
ความหมายต้องการสื่อถึงอะไร และมีกรรมการบางท่านได้นำภาพ
ไปปรึกษาความคิดเห็นจากพระเถระผู้ใหญ่ ๆ และได้ให้ความคิดเห็น
แล้วว่าไม่ได้เป็นทำลายสังคมและพุทธศาสนาแต่ประการใด
องค์พระศาสดาได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฏกแล้วว่า ( กรรมดูที่เจตนา )
บรรดาพระเถระทั้งหลายลองมองมุมที่ชาวบ้านเค้ามองมาที่พระบ้างเถอะครับ
....................................................................
....................................................เงียบ............................................

#1 By tungmay on 2007-10-07 13:28